รู้จัก Bivalent Vaccine ความหวังใหม่ป้องกันโควิดกลายพันธุ์ที่ไทยยังไม่ได้ใช้

นับตั้งแต่ไวรัสโควิด-19 เริ่มระบาด ทั่วโลกเผชิญกับไวรัสหลายสายพันธุ์ตั้งแต่สายพันธุ์เริ่มต้นจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน มาจนถึงสายพันธุ์อัลฟา เดลตา และสายพันธุ์ล่าสุดอย่างโอมิครอนที่มีสายพันธุ์ย่อย BA.1, BA.4 และ BA.5

ในช่วงปี 2020-2022 ทั่วโลกอาศัยวัคซีน mRNA เป็นหลักในการป้องกันไวรัสโควิด-19 แต่เมื่อไวรัสกลายพันธุ์ไปหลายสายพันธุ์ นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์จึงได้คิดค้นวัคซีน 2 สายพันธ์หรือ Bivalent Vaccine ขึ้นมาเพื่อให้ร่างกายของผู้ที่ได้รับวัคซีนสร้างแอนติบอดีขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อไวรัสได้หลายสายพันธุ์

Bivalent Vaccine คืออะไร
วัคซีน 2 สายพันธุ์ประกอบด้วยสารพันธุกรรม mRNA ของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ดั้งเดิม (Wuhan-Hu-1) และ mRNA ของโควิดสายพันธุ์โอมิครอนอย่างละครึ่ง ซึ่งในส่วน mRNA ของสายพันธุ์โอมิครอน ปัจจุบันผู้ผลิตวัคซีนใช้สารพันธุกรรมจากสารพันธุ์ย่อยที่แตกต่างกันอย่างอาจจะเป็น BA.1 หรือ BA.4, BA.5 ขึ้นอยู่กับแผนการของบริษัทและสายพันธุ์โอมิครอนที่แพร่ระบาดในประเทศที่รับวัคซีน

ขณะที่วัคซีน mRNA แบบเดิมจะมีเพียงส่วนประกอบจากโควิดสายพันธุ์ดั้งเดิมทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์ โอมิครอนอยู่ในระดับต่ำ วัคซีนรุ่นที่ 2 อย่างวัคซีน bivalent นี้จะสามารถป้องกันโควิดทุกสายพันธุ์ได้ดีขึ้น

ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2022 องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้ประกาศอนุมัติใช้วัคซีน Bivalent ทั้งจาก Moderna และ Pfizer โดยสามารถฉีดได้ทั้งเป็นเข็มกระตุ้นเข็มที่ 2 หลังจากฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเข็มแรกอย่างน้อย 2 เดือน หรือจะฉีดเป็นเข็มกระตุ้นหลังจากได้รับวัคซีนครบก็ได้ โดยจะใช้ Moderna กับบุคคลที่มีอายุครบ 18 ปีขึ้นไป ขณะที่ Pfizer สามารถใช้กับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปก่อนจะประกาศให้เด็กอายุ 5 ปีขึ้นไปสามารถรับวัคซีนได้ในภายหลัง Bivalent Vaccine มีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือไม่ FDA ของสหรัฐอเมริกาได้วิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มคน 600 คนที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไปโดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม > วัคซีน Moderna ดั้งเดิม (เข็มกระตุ้นที่ 1) > วัคซีน Moderna ดั้งเดิม (เข็มกระตุ้นที่ 2)
กลุ่มที่ 2 ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม > วัคซีน Moderna ดั้งเดิม (เข็มกระตุ้นที่ 1) > วัคซีน Moderna แบบ Bivalent (เข็มกระตุ้นที่ 2)
โดยทั้ง 2 กลุ่มได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นเข็มที่ 2 อย่างน้อย 3 เดือนหลังจากได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นเข็มแรก ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าหลังจากฉีดเข็มกระตุ้นเข็มที่ 2 ครบ 28 วัน ระบบภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์โอมิครอน BA.1 ของผู้ที่ฉีดวัคซีน Bivalent ตอบสนองได้ดีกว่าผู้ที่ฉีดวัคซีน mRNA รุ่นแรกหรือแบบสายพันธุ์เดียว (Monovalent Vaccine)

ประสิทธิภาพของวัคซีน Bivalent ของ Pfizer ได้รับทดสอบในลักษณะเดียวกัน โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มคนราว 600 คนที่มีอายุมากกว่า 55 ปีขึ้นไป

กลุ่มที่ 1 ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม > วัคซีน Pfizer ดั้งเดิม (เข็มกระตุ้นที่ 1) > วัคซีน Pfizer ดั้งเดิม (เข็มกระตุ้นที่ 2)
กลุ่มที่ 2 ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม > วัคซีน Pfizer ดั้งเดิม (เข็มกระตุ้นที่ 1) > วัคซีน Pfizer แบบ Bivalent (เข็มกระตุ้นที่ 2)
โดยทั้ง 2 กลุ่มได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นที่ 2 หลังจากฉีดเข็มแรกไปแล้วตั้งแต่ราว 5-13 เดือน ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าหลังจากฉีดเข็มกระตุ้นเข็มที่ 2 ครบ 1 เดือน ระบบภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์โอมิครอน BA.1 ของผู้ที่ฉีดวัคซีน Bivalent ตอบสนองได้ดีกว่าผู้ที่ฉีดวัคซีน mRNA แบบสายพันธุ์เดียว

ส่วนเรื่องความปลอดภัยและผลข้างเคียงของพบว่า วัคซีน Bivalent มีผลข้างเคียงที่ค่อนข้างเหมือนกับวัคซีน mRNA รุ่นแรก คือ ผู้ที่รับวัคซีนมีอาการเจ็บ ปวด มีรอยแดงและบวมบริเวณที่ฉีดวัคซีน อาการเมื่อยล้า ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ หนาวสั่น ต่อมน้ำเหลืองบนแขนข้างที่ฉีดวัคซีนบวม รวมทั้งมีอาการคลื่นไส้ อาเจียณ และเป็นไข้

อย่างไรก็ตาม การวัดประสิทธิภาพของวัคซีนเป็นไปได้ยากเพราะมีข้อจำกัดหลายอย่าง ทั้งจากกระบวนการการทดสอบเองที่มีหลายเฟสทั้งการทดสอบในสัตว์และคน ทั้งจากสถานการณ์ของโรคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้ง Pfizer และ Moderna จึงต้องใช้วิธีการเปรียบเทียบภูมิคุ้มกันแทน